Freshy Story..........ไปสอบตรง(ย้อนความหลัง)
posted on 06 Apr 2009 09:54 by nics-gallery in NICsToday
หลังจากที่มหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่งประกาศเปิดรับสมัครสอบตรง เพื่อนๆที่โรงเรียนก็กรอกใบสมัครกันยกใหญ่ เมื่อถึงวันสอบต่างก็แห่แหนกันไปเป็นขบวน จนเป็นที่รู้กันว่าวันไหนที่มีสอบวันนั้นห้องเรียนของชั้น ม.6 แทบจะร้างเลยทีเดียว คนไหนที่สอบติดแล้วก็ดีหน่อยตรงที่มีหลักประกันสูงกว่าคนอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ไปสอบที่อื่นอีกแล้ว ก็ยังสอบแล้วสอบอีกไม่ต่างจากคนเพื่อนๆที่ยังไม่มีที่เรียน แน่ล่ะ!! ใครๆล้วนต้องการเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองกันทั้งนั้นนี่นา ส่วนฉันด้วยความที่ประกาศมาดมั่น ว่าจะสละละแล้วซึ่งสายวิทย์ที่อดทนเรียนมาถึงสามปีเต็ม จึงได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอวันเปิดรับสอบตรงของมหาวิทยาลัยในฝัน โดยไม่ได้สมัครสอบเข้าคณะแพทย์ ทันตะ เภสัช (มันไม่ใช่อ่ะ!!) อะไรเหมือนใครคนอื่นๆ วันๆเอาแต่นั่งอ่านหนังสือกฎหมาย ทำข้อสอบวัดความถนัดทางปัญญา (SAT) โดยแทบจะไม่แตะต้อง หนังสือฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลย และ อื้ม!! ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง (ยังค่ะยัง ยังไม่ใช่วันที่สอบติดหรอกค่ะ)
“ขอประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทุกคนทราบว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัย….เปิดรับสมัครสอบตรงแล้ว วันนี้เป็นวันแรก นักเรียนสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซด์….”
เสียงคุณครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ดังขึ้นที่หน้าเสาธงในเช้าวันที่อากาศปลอดโปร่ง เมื่อได้ยินแล้วฉันจะรอช้าอยู่ทำไม แจ้นไปสมัครเป็นคนแรกๆแน่นอน เพื่อความอุ่นใจ สมัครเสร็จก็รีบโอนเงินค่าสมัครครบขั้นตอน พอกลับหอก็เอาใบสมัครที่ใช้แสดงเป็นหลักฐานในวันสอบยัดเข้าไปในหมอนนอนกราบทุกคืน เชอะ!! ไม่ติดให้มันรู้ไป
ความซวยมาเยือนก็ไอ้ตอนวันที่จัดกระเป๋าเตรียมตัวจะไปสอบนี่แหละ หาแทบพลิกโลกว่าเอามันไปเก็บไว้ที่ไหน กว่าจะรู้ว่าอยู่ในปลอกหมอนก็เล่นเอาเหงื่อตก!!
เอ้อ!! ลืมไปสนิทเลย ลืมบอกว่าโรงเรียนของฉันเป็นโรงเรียนที่อยู่ต่างจังหวัดห่างจากกรุงเทพเป็นพันกิโลเมตร ถ้านั่งเครื่องก็แล้วไป แต่ถ้านั่งรถก็ราว 12 ชั่วโมง ฉันกับเพื่อนต้องเลือกอย่างหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถือคติ รวมกันเราอยู่ ทิ้งกรูล่ะ เมิงตาย!! สภาพเมื่อไปถึงกรุงเทพจึงไม่ต่างจากยำปลากระป๋องสักเท่าไหร่(ปลากระป๋องธรรมดายังน้อยไป) มิหนำซ้ำเมื่อไปถึงมหาลัยแล้ว รุ่นพี่ที่ติดต่อให้จองหอพักไว้ให้ ดันไม่รับโทรศัพท์ พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งรอและแอบด่าอยู่ในใจ ฮึ่ม อย่าให้เจอหน้านะ…จำไว้เลย
จนมีเพื่อนคนนึงคิดขึ้นได้ว่า ร.ป.ภ.ของหอพักมหาลัยน่าจะช่วยตามรุ่นพี่คนนั้นให้พวกเราได้ (แบบว่ายังไม่หมดหวังน่ะ) เพราะพี่เขาอยู่หอพักของมหาลัย เพื่อนที่กล้าหาญชาญชัยที่สุดในกลุ่มเลยเดินเขาไปคุยกับพี่ ร.ป.ภ. และบอกชื่อรุ่นพี่กับเขา ฉันฟังไม่ถนัดว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ความอยากรู้อยากเห็นมันห้ามกันได้ซะที่ไหน ประโยคหนึ่งที่ได้ยินชัดสุดคือ พี่ ร.ป.ภ.หญิงร่างท้วม แกยกหูโทรศัพท์ แล้วพูดกรอกเสียงเข้าไปว่า
“ตามตัวนาย…ให้หน่อยซิ บอกว่าญาติมาตามหา”
“ญาติมาตามหา” ฉันและเพื่อนอีกคนทวนคำพูดตอนหนึ่งของพี่ ร.ป.ภ.พร้อมกัน
ประโยคนี้ก๊อปปี้มาจากละครน้ำเน่า เวลาที่นางเอกออกตามหาญาติในเมืองหลวงชัดๆ เล่นเอาพวกเราหัวเราะร่วน ก่อนไปนั่งแหมะรอ รอ รอ และได้แต่รอเหมือนเดิม จนเที่ยงรุ่นพี่จึงติดต่อมาเอง รอดตายแล้ว!! ได้เข้าห้องพักเสียที มาถึงห้องพักแล้วเราควรทำอะไรดี อ่านหนังสือที่เตรียมมาอีกสักหน่อย หรือว่าจะนอนเอาแรงดี ฉันคิดวางแผนในใจเล่นๆ
“ไปเที่ยวกันมั๊ย” เพื่อนที่นอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ข้างๆโพล่งตัวเลือกที่สามออกมาโดยไม่ได้นัดหมายและไม่ได้ขอร้อง
“ไม่เอาอ่ะ จะสอบพรุ่งนี้อยู่แล้ว ขี้เกียจไป ว่าจะอ่านหนังสืออีกนิด” ฉันปฏิเสธให้พอดูดี ตามประสาเด็กเรียน ทั้งๆที่แอบคิดอยู่ในใจว่า นานๆทีเข้ากรุง ไปเที่ยวซะหน่อยก็ไม่เลว( ฮ่าๆๆ)
“ใครไปบ้าง” เจ้าของความคิดเริ่มหยั่งเสียง
“ไปก็ได้” เพื่อนอีกคนตอบสั้นๆ“ไปด้วยๆ อยากซื้อดินสอ2B” อีกคนเสริม
“เมื่อกี้ตอนเดินขึ้นมา รู้สึกว่าใต้หอนี่ก็มีร้านขายเครื่องเขียนนะ ไม่ลงไปซื้อล่ะ” อีกคนแย้ง
“ไม่เอาอ่ะ อยากใช้ดินสอ2B ที่ขายในพารากอน” ดูมันๆ
“อือๆๆ ตกลงว่าใครไปบ้างเนี่ย” คนต้นคิดถามอีกรอบ
สุดท้ายคำตอบของคำถามก็คือ สรุปว่าทุกคนเลือกที่จะไปเที่ยวกันหมด เหลือเพียงฉันที่นั่งสองจิตสองใจอยู่คนเดียว ถ้านอนพักสักหน่อยพรุ่งนี้จะได้มีแรงทำข้อสอบเต็มที่ แต่ถ้าไปเที่ยวก็ถือว่าเป็นการคลายเครียดก่อนสอบอย่างนึง ความคิดมันตีกันอยู่ในหัว จนใครคนหนึ่งพูดขึ้น
“จะอยู่คนเดียวจริงเหรอ หอนี้น่ะน่ากลัวจะตาย มืดๆทึบๆ แถมหน้าห้องก็มียันต์แปะอยู่ด้วย”
ฉันรีบวิ่งปรู๊ดไปดูหน้าห้อง หันมองซ้ายขวา และแหนหน้ามองเลยกรอบประตูขึ้นไป เห็นเต็มสองตาเลย(เห็นยันต์ๆ) เออว่ะ…มียันต์สีแดงเขียนตัวอักษรจีนแปะอยู่จริงๆด้วย เอาไงดีล่ะทีนี้ สมมติว่าอยู่ แต่ต้องเจอกับสิ่งไม่พึงปรารถนาก่อนสอบนี่ มันก็ไม่คุ้มนะ เอาเถอะ…ไปก็ไป
วันนั้นเที่ยวกันจนเต็มอิ่ม ซื้อของที่อยากซื้อกันจนหนำใจ ก่อนกลับหลับเป็นตายกันอยู่ในห้อง เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันสอบ ก็ยังมีอาการเพลียๆกันอยู่ ด้วยความที่หอพักที่พักอยู่ตรงข้ามมหาลัย เราจึงชะล่าใจว่าคงไม่ต้องรีบเร่งอะไรมาก นั่งแท็กซี่เข้าไปคงใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาที แต่พอเอาเข้าจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง รถที่ติดยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตารวมถึงที่อัดแน่นกันอยู่ตรงทางเข้านั่นแหละ ที่ทำให้ต้องคิดหนัก เมื่อเป็นอย่างนั้น การจะนั่งแท็กซี่เขาไปด้านใน เลิกคิดไปได้เลย มีอีกทางเลือกก็คือเดินข้ามสะพานลอยไปฝั่งมหาลัย เพื่อนั่งรถบริการฟรีของทางมหาลัย ซึ่งจะถูกกันให้วิ่งในเส้นทางพิเศษ ทีแรกความคิดนี้เข้าท่าดีอยู่ พวกเราเลยตกลงปลงใจว่าจะยอมเดินสักหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ได้ไกลมาก แต่พอไปถึงป้ายรถเท่านั้นแหละ น้ำตาแทบไหล มีเพื่อนนักเรียนที่มาสอบนับร้อยรอขึ้นรถเหมือนพวกเรา เมื่อรถจอดเทียบป้ายที ก็กรูกันขึ้นไม่คิดชีวิต ลองนึกสภาพดูสิ คนมากมายขึ้นไปเบียดเสียดกันอยู่บนรถรางคันเล็กๆ จนมันเคลื่อนตัวแทบไม่ได้ นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมั้ง ที่ฉันมีโอกาสได้เห็นรถคลานช้าเหมือนเต่า(ประชดๆ)
เมื่อหมดหวังแน่แล้ว เรื่องจะนั่งรถบริการฟรี เราจึงโชว์สปิริทด้วยการเดิน เดินซะบ้าง ถือซะว่าออกกำลังกาย กว่าจะไปถึงอาคารเรียนรวมซึ่งเป็นอาคารที่ใช้สอบในวันนี้ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปตามกัน แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่ไกลอย่างที่คิดไว้ซักเท่าไหร่ มาเหนื่อยก็ตรงที่โดนพี่ๆนักศึกษา ดักหน้าดักหลังเพื่อจะขายของนี่แหละ ของที่ขายมีทุกอย่างให้เลือกสรรจริงๆ เช่น เสื้อสกรีนสัญลักษณ์มหาลัย สกรีนชื่อมหาลัย สมุดหน้าปกคละลาย(ลายเกี่ยวกับมหาลัย) กระเป๋าดินสอสกรีนสัญลักษณ์มหาลัย สร้อยคอห้อยจี้(รูปสัญลักษณ์มหาลัย) ที่บอกมานี่ ฉันก็สอยมาเกือบหมด ทำไงได้ก็รักมหาลัยนี้สุดหัวใจนี่!!
ก่อนเข้าห้องสอบประมาณ 10 นาที เพื่อนๆผู้เข้าสอบตรงคณะนิติศาสตร์ (ซึ่งเป็นคณะที่มีผู้สมัครสอบหลายพันคนในแต่ละปี) ต่างก็มารวมตัวอยู่บริเวณโถงใต้อาคาร ทำให้โถงกว้างๆ แคบลงไปถนัดตา วินาทีนั้นถ้าใครลืมของ อยากวิ่งกลับไปเอา หรือลืมไหว้รูปปั้นบุคคลสำคัญที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าตัวอาคาร(เคยเกิดคำถามว่า ไหว้กันทุกคน อ้อนวอนขอกันทุกคน จะติดทุกคนมั๊ยเนี่ย?) ฉันเชื่อแน่ว่า คงต้องใช้เวลามากกว่าตอนเดินเข้าถึงสองหรือสามเท่าตัว เพราะต้องเสียเวลาเบียดแทรกคนที่อยู่ด้านหลังเฉลี่ยแล้วคงไม่ต่ำกว่า 1.4825 นาที/คน (ตัวเลขนี้เกิดจากการเดาสุ่ม เพราะมั่นใจว่าคงไม่มีใครอยากทำการทดลองเพื่อคัดค้าน!!) และคงต้องใช้วิทยายุทธ์ในการเบียดคนคงไม่ต่ำกว่า 100 คน เป็นแบบนี้ใครจะอยากออกล่ะ เมื่อเส้นกั้นบันไดขึ้นอาคารถูกดึงออก พวกเราก็ไหลขึ้นราวกับกำลังใช้บันไดเลื่อนยังไงยังงั้น คนด้านหลังด้านขึ้นมาเรื่อยๆอยู่ดีๆก็ถึงชั้นที่ต้องห้องเองโดยอัตโนมัติ
ขณะยืนอยู่หน้าห้องสอบ ถึงแม้จะมั่นใจในระดับนึงว่า ฉันเองก็อ่านมาไม่ใช่น้อย แต่มันก็อดตื่นเต้น อดประหม่าไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่ พี่แว่น ยัยแว่น เจ๊แว่น เฮียแว่น หน้าตาเปี่ยมความรู้กันทั้งนั้น พจมานอย่างฉันถึงกับหวั่นไหว แต่เอาน่า มาถึงตอนนี้แล้ว ยังไงก็ต้องสู้!!
ตอนนั่งทำข้อสอบอยู่ในห้องสอบ ข้อสอบแต่ละชุดมีหลายระดับยากง่ายคละกันไป บางอย่างก็แอบร้อง อ๋อ อยู่ในใจ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะแค่รู้สึกคุ้นๆแต่ดันจำไม่ได้ว่าต้องตอบอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือ ตอนนี้ พี่แว่น ยัยแว่น เจ๊แว่น เฮียแว่น ต้องเริ่มรู้สึกหนาวๆขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ไม่ใช่เพราะข้อสอบนะ แต่เป็นเพราะแอร์ในห้องน่ะสิ ถ้ามีใครมาแกล้งอำฉันว่า เจ้าหน้าที่เขาเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลนี่ ขอบอกว่าเชื่อสนิทเลย นั่งทำข้อสอบไป หมีขาวก็เริ่มออกมาเดินเล่น พวกเอสกิโมเดินกันให้ว่อนเชียว(ประชดค่ะ) ส่งผลต่อระบบในร่างกายบ้างเล็กน้อย เช่น มือแข็งยากลำบากต่อการเขียนข้อสอบอัตนัยเป็นอย่างมาก หากมีรุ่นน้องจะไปสอบในปีถัดๆไป ขอแนะนำให้เอาเสื้อกันหนาวเข้าไปด้วย(เขาอนุญาต แต่ต้องให้เขาตรวจด้วย)จะช่วยได้มากทีเดียว
ช่วงพักเที่ยง หลายคนเริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเองหลังช่วงที่ได้ข้อสอบของช่วงเช้าไปแล้ว แต่ฉันยังครึ่งกลางๆ เพราะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง พูดง่ายๆว่ายังไม่หมดหวังซะทีเดียว ตกบ่ายเข้าสอบอีกรอบ เจอข้อสอบอัตนัยหลายคนถึงกับเหม่อ ฉันเองก็เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว จะเขียนยังไงดีนะให้โดนใจคนตรวจข้อสอบ ไม่รู้อีกว่าเขาจะมาไม้ไหน ชอบสไตล์ไหน สุดท้ายก็เขียนในแบบของเราไป เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ดีกว่านั่งเดาใจคนอื่น…จริงมั๊ย!!(ฟังดูดีจัง)
สี่โมงเย็นหลายคนออกจากในห้องสอบในสภาพหมดอาลัยตายอยาก อีกไม่น้อยที่ยังมีแรงคุยกันถึงเรื่องข้อสอบที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว ฉันและเพื่อนๆจัดอยู่ในประเภทแรก เราจึงไม่มีกะจิตกะใจอยากพูดถึงกันสักเท่าไหร่ ต่างคนต่างใจลอย เดินกลับที่พักกันแบบเงียบๆและดูเหมือนจะไม่มีใครหลุดปากบ่นเรื่องระยะทางเหมือนในตอนเช้าเลยสักคน
เพียงเดินผ่านกรอบประตูห้องพักเข้าไป เพื่อนสองคนที่มาพร้อมกันแทบจะทิ้งตัวลงนอนกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ส่วนฉัน อะแฮ่ม!! ยังมีเรื่องต้องทำต่อ อะไรน่ะเหรอ ก็ลองของที่ซื้อเมื่อตอนเช้ายังไงล่ะ เสื้อยืดสกรีนสัญลักษณ์มหาลัย กางเกงเลตรามหาลัย กระเป๋าลายเกี่ยวกับมหาลัย สารพัดอย่าง ทุกอย่างลงตัวโป๊ะเชะ!!
เมื่อกลับไปถึงโรงเรียน ฉันก็ยังคงสวมเสื้อและใช้ของที่ซื้อมาให้เพื่อนอิจฉาเล่นไปวันๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ผลสอบว่าจะติดหรือไม่ติด จนวันนึง รุ่นพี่ที่เรียนมหาลัยนี้เขากลับไปเยี่ยมโรงเรียนกัน และถามขึ้นมาว่า
“น้องคนไหนไปสอบตรงบ้าง”
พวกเราที่ไปก็รีบยกมือเป็นการใหญ่ พี่เขาทำหน้ายิ้มๆ แล้วก็เล่าให้ฟังว่า คนที่ไปสอบตรง แล้วซื้อของที่ขายในมหาลัยกลับมา ส่วนใหญ่มักจะไม่ติด (เน้น!! ว่าไม่ใช่ทุกคน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน!!) ได้ยินแค่นั้น ฉันเกือบเอาหนังสือบังกระเป๋าดินสอแทบไม่ทัน…ในใจตุ๊บๆต่อมๆ หัวใจที่พองโตในทีแรก แทบจะหดเหลือสองเซน…นึกแช่งพี่คนขายจริงๆ ที่บอกเราเสียดิบดีว่า
“ใครซื้อ ติดทุกคน แถมยังสวยวันสวยคืน อายุยืนหมื่นๆปีจ้า”
สองเดือนถัดมา วันที่รอคอยก็มาถึง
...วันประกาศผลสอบ
ให้ตายสิ!! ฉันคลิกดูราวสามสิบกว่ารอบก็ยังขึ้นประโยคเดิม
“ขอแสดงความเสียใจ
คุณ...
**ไม่ผ่าน การคัดเลือก”
อกหักดังเป๊าะเลย...วันนั้นทั้งวัน เดินแทบไม่ตรงทาง!!
_________________________________________
**ขอบคุณวันเวลาและโอกาสดีๆที่ทำให้เพื่อนๆในวันนั้น ได้มานั่งเล่าเรื่องเก่าๆกันอีกครั้ง
**นั่นน่ะสิ!! ถึงแม้ว่าเราจะสอบตรงไม่ติดเลยสักคน แต่เราก็ได้เรียนที่ที่อยากเรียน และที่เดียวกันทุกคน (Econ-JC no Law )ฮ่าๆๆ
**เกรดออกแล้ว 2ตัว อย่าลืมดู!!
edit @ 6 Apr 2009 11:59:56 by NICs Gallery
#1 By V@R on 2009-04-06 10:04