จากกระดาษ...ถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
posted on 25 Nov 2009 02:16 by nics-gallery in NICsToday
เมื่อก่อนเวลาที่ต้องทำรายงานสักเล่มส่งอาจารย์ ฉันและเพื่อนๆมักใช้กระดาษสิ้นเปลืองมาก พิมพ์ผิดเล็กน้อย ตำแหน่งสองตำแหน่งก็เลิกที่จะสั่งพิมพ์ลงบนกระดาษแผ่นใหม่แทนการลบคำผิดซึ่งง่ายและประหยัดกระดาษมากว่า…
ทำแบบนี้กันเรื่อยๆ ทั้งที่ต่างก็รู้ดีว่ากระดาษนั้นผลิตมาจากต้นยูคาลิปตัส ต้นไม้ที่โตวันโตคืนด้วยเหตุผลง่ายๆคือดูดแร่ธาตุสารอาหารในดินได้เยอะ…และเป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อยูคาลิปตัสหยั่งรากที่ไหนแล้ว ที่ตรงนั้นจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นทะเลทราย ปลูกอะไรแทบจะไม่ได้อีกแล้ว
จนเมื่อไม่นานมานี้ฉันมีโอกาสได้เรียนหนังสือกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องการใช้กระดาษมากๆ ที่กล่าวว่าเข้มงวด ไม่ได้หมายความว่างานทุกชิ้นที่ส่งจะต้องใช้กระดาษที่เรียบเหมือนใหม่ หากแต่นักศึกษาทุกคนจะต้องพิมพ์งานด้วยกระดาษที่ผ่านการใช้งานมาแล้วหน้าหนึ่ง(Re-use Paper) ซึ่งใครถ้าไม่ทำตามกติกานี้ ก็จะถูกตัดคะแนนจากชิ้นงานที่ส่งให้อาจารย์ตรวจ
อาจารย์ให้เหตุผลว่าที่ต้องให้ทำแบบนี้ เพราะในอนาคตข้างหน้าไม่อยากเห็นลูกหลานต้องใช้ชีวิตอย่างอดอยากอยู่ในทะเลทราย อยากเห็นผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ปลุกอะไรก็ขึ้น ยังอยากเห็นสังคมเกษตรกรรมในประเทศไทย ซึ่งทุกครั้งที่มีคนละเมิดกติกา ท่านก็จะพยายามหาเหตุผลใหม่ๆมาสนับสนุนการใช้กระดาษมือสองเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากที่ได้ฟัง…มีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉัน รู้สึกเห็นด้วยมากที่สุดคือ
“ผมไม่อยากเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งอยู่หน้าบ้านพวกคุณ”
หลายคนอาจยังมองไม่เห็นว่า จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาอยู่ในประเทศของเราได้อย่างไร…คล้ายกับว่ามันที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กระทั่งคิดเตลิดไปว่าถ้ากล่าวถึงนิวเคลียร์แล้วต้องนึกถึงอิหร่าน นึกถึงเกาหลีเหนือเท่านั้น
แต่เชื่อไหมว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสำหรับประเทศไทย ในส่วนของแผนพัฒนาพลังงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 7 ระบุไว้ว่า "…ให้มีการพิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความปลอดภัย…"
จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่ามีโอกาสสูงมากที่ประเทศไทยของเราจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหมือนหลายประเทศที่ได้ดำเนินการล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลด้านเศรษศาสตร์ที่ว่า ตั้งทุนการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ด้านเทคโนยีที่ทันสมัยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกอย่าง รวมถึงด้านความปลอดภัยที่อ้างว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ค่อนข้างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ปล่อยก๊าซพิษเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซซัลเฟอร์เหมือนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั่นเอง
กล่าวมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามในใจว่า จากเหตุผลคร่าวๆในข้างต้น การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี…แล้วทำไมถึงไม่อยากให้มี
ฉันขอบอกว่า…คำตอบนั้นอยู่ในประวัติศาสตร์!!
เช้าวันที่ 26 เมษายน 1986 เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 ใน 4 ของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ในประเทศสหภาพโซเวียต รัสเซีย (ชื่อเดิมในขณะนั้น ปัจจุบันคือประเทศเบลารุส) เกิดระเบิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดหลายราย
ผู้คนในพื้นที่ต้องรีบอพยพออกจากเชอร์โนบิลภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเสี่ยงภัยเข้าสร้างกำแพงกั้นกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์แข่งกับเวลาเช่นเดียวกัน
คนที่อาศัยอยู่ในโกเมลซึ่งมีรัศมีห่างออกไปจากเชอร์โนบิลประมาณ 80 กิโลเมตร ก็ยังต้องอพยพหนี ยูริและเยเลน่าเป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่ต้องอพยพจากโกเมลไปยังไซบีเรีย ซึ่งแม้ไซบีเรียจะมีสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ หน้าหนาวอุณหภูมิลดต่ำถึง -40 องศา แต่ทั้งคู่ก็ยังเลือกที่จะไป เนื่องจากเยเลน่ากำลังตั้งครรภ์ เธอไม่ต้องการให้ลูกในท้องต้องมารับเคราะห์จากสารกัมมันตภาพรังสีที่เป็นดั่งฝันร้ายของคนทั้งเมือง
ในที่สุด…ทั้งคู่ก็คิดถูก ที่ยอมย้ายถิ่นฐานเพราะแม้โรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิลปิดตัวลงแล้ว แต่สารกัมมันตภาพรังสีที่ยังตกค้างก็ได้คร่าชีวิตคนที่เหลืออยู่ไปกว่า 9,000 คน ซึ่งโดยมากมักป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ลูคีเมีย เนื้องอกในสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่าย
ภายหลัง เยเลน่าให้กำเนิดบุตรสาวชื่อว่า…มาเรีย ชาราโปว่า เด็กหญิงรอดพ้นจากภัยของกัมมันตภาพรังสี และเติบโตเป็นนักเทนนิสชื่อดังระดับโลก
เป็นคนที่ฉันเชื่อสนิทใจว่า…ยังไงๆเธอก็คงไม่อยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่บนโลกใบนี้
…
ดังนั้นถ้าไม่อยากเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งอยู่หน้าบ้าน
เราก็มา...เริ่มต้นด้วยการใช้กระดาษ Re-use กันกันดีไหมชาวโลก!!
ปวีณา บุญประดิษฐ์
25 พฤศจิกายน 2552
edit @ 25 Nov 2009 16:47:03 by NICs Gallery