"ทำไมไม่ติดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง" เคยมีคนถามคุณด้วยประโยคแบบนี้มั๊ย
แล้วคุณเคยเถียงในใจรึเปล่าว่า "จะเปลี่ยนไปทำไม ฉันเป็นของฉันแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว"
เราเพิ่งอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งบอกว่า
"คนเราจะคิดเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อเจอวิกฤต หรือพบกับโอกาสเท่านั้น"
ประโยคสั้นๆนี้ทำให้เราถึงกับนั่งย้อนคิดไปคิดมาหลายรอบว่าจริงหรือเปล่า...
นั่นสิ! มันก็จริง...
เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
ชีวิตเราก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเล็กๆตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ นันก็คือเสียงบ่นของคุณแม่
เพราะธุรกิจของแม่ เป็นงานที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนต่างชาติ
ลูกค้าซึ่งซื้อแพ็คเกจสปาทางอินเตอร์เน็ตเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
เป็นโรคเลื่อนกะทันหัน!! ต้องเลื่อนทุกอย่าง กระทั่งทริปการท่องเที่ยวของตัวเองอย่างไม่มีกำหนด
และที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ภายหลัง ลูกค้าตัดสินใจยกเลิกแผนการมาไทยกันเกือบทั้งหมด
(เกิดความไม่มั่นคงทางด้านการเมือง เค้าคงอยากมา555+)
ขณะนั้น ที่บ้านของเราใช้ระบบให้เงินเดือนพนักงาน ซึ่งข้อดีคือ เมื่อไหร่ที่มีลูกค้า นายจ้างจะแฮ๊ปปี้มากๆ
ผลที่ได้รับคุ้มค่าเงินที่เสียไป แม้จะถูกหักค่าคอมมิชชั่นจากบริษัททัวร์ที่พยายามส่งลูกค้ามา หรือต้องจ่ายค่าเคสให้กับพนักงานนอกเหนือเงินเดือนอีกก็ตาม
แต่เมื่อเจอกับวิกฤตที่นานทีปีหน ถึงจะเกิดขึ้นสักครั้งเช่นนี้
เราถึงได้รู้ว่าสิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยคิดตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าก็คือ กำแพงสกัดกั้นความเสี่ยง
"ลูกค้าแคนเซิ่ลเกือบหมด เงินเดือนพนักงานก็ต้องจ่าย"
แต่อย่างที่บอก มันยังเป็นแค่วิกฤตที่ไม่ใหญ่โตอะไรมาก
เราเลยมองข้ามไปเรื่อยๆไม่เคยคิดอยากยุ่ง เพราะมัวแต่คิดแบบเห็นแก่ตัวว่า
"มันเรื่องอะไรของเราล่ะ แล้วเราจะช่วยอะไรได้"
ในที่สุดพายุปัญหานั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแบบขลุกขลัก ทุลักทุเล
จนถึงช่วงปิดเทอมราวเดือนตุลาคม เราก็กลับบ้านตามปกติ
ใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีพัฒนาการ ฝากทุกอย่างไว้กับอนาคต
เข้าทำนอง ไว้ถึงเวลาค่อยตัดสินใจ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน หรือตอนเรียนจบค่อยคิด...
จนวันหนึ่งพี่ที่บ้านคงทนพฤติกรรมเราไม่ไหว
ไม่ช่วยงาน เอาแต่ใจตัวเอง ตื่นเที่ยง เถียงตลอด...(คงติดนิสัย เสรีภาพทุกตารางนิ้วไปจากที่ไหนสักแห่ง)
"ทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง" เขาเลยยิงคำถามนี้ใส่
"ขี้เกียจ ไม่ว่าง...จะอ่านหนังสือ(อ่านเล่น)" ตอบแบบรำคาญ เพราะไม่ชอบให้ใครมาบ่น
"รู้รึเปล่าว่าครอบครัวมีสวน มีที่ดินอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วที่ร้านของแม่ช่วงไหนถึงจะต้องวางคอนแท็คกับบริษัท"
"ไม่รู้ เดี๋ยวว่างๆค่อยถาม"
"ทำไมต้องถาม ไม่ไปสังเกตดูเองล่ะ หัดเอางานเอาการมั่ง เนมเค้ายังรู้มากกว่าอีก"
(เนมคือน้องชายอายุห่างกัน 9 ปี)
ได้ยินแล้วอึ้งไปนิดหน่อย คำพูดบางคำจากใครบางคนต่างหากที่คือวิกฤตที่แท้จริงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนกำลังจะบรรลุนิติภาวะที่ทำตัวไร้ค่ามากๆ
บังเอิญวันหนึ่ง ได้ไปที่ทำงานแม่ เห็นหนังสือ อสท.วางอยู่บนโต๊ะ
เลยหยิบขึ้นมาอ่านเล่น เปิดเข้าไปด้านใน มีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเต็มไปหมด
หนึ่งในนั้นคือที่พายเรือคายัค ซึงอยู่ในจังหวัดกระบี่นั่นแหละ เห็นในภาพแล้ว อยากมั่ง...
เราเลยเกิดความคิดว่า"พรุ่งนี้ชวนพ่อไปลองซะหน่อย" (ยังไร้สาระอยู่เหมือนดิม 555)
และเราก็ไปกันจริงๆ แถบนั้นนั้นเรียกว่าอ่าวท่าเลน แต่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน!! พ่อเราก็ไม่!!
ถามทางไปเรื่อยเปื่อย มีแต่คนบอกให้ขับรถไปสุดทาง ฟังดูเป็นเมืองลับแลชิปเป้งเลย
สองข้างทางมีป้ายรีสอร์ทให้เห็นเป็นระยะๆ
Carlen House
Le' past temp
Banana บังกะโล
LaLa House
และท้ายสุด สุดทาง "เอกเขนก รีสอร์ท"
ลงจากรถเราพูดกับพ่อว่า
แถวนี้รีสอร์ทสร้างติดๆกันเลยเนอะ...ถ้าปาระเบิดเข้าไปซักลูกคงโดนกันหมด
แต่เชื่อมั๊ยว่าวันนั้นหลังจากทีได้พายเรือคายัคสมใจ ไอ้ความคิดบ้าๆที่พูดออกไปตอนลงจากรถ
มันสะกิดให้เราเริ่มปฎิบัติการต่อยอดความคิด...
เราเริ่มสนใจงานของแม่ขึ้นมานิดหน่อย ในหัวคิดว่า
"ทำไมแม่ไม่ไปดีลกับรีสอร์ท แทนที่จะไปวางคอนแท็คกับบริษัททัวร์ ให้เขาส่งลูกค่ามาที่ร้านเพื่อกินค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียว ทำแบบนี้โยนภาระไปที่รีสอร์ทหรือบังกะโลพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด"
"เค้ารับผิดชอบสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าโปรดักส์บางอย่าง ที่พักพนักงาน อาหารพนักงาน เช่น ผ้า เครื่องแบบพนักงาน ซึ่งเราก็อ้างได้ว่าเค้าจะได้คงคอนเซ็ปของสถานที่ไว้ได้ด้วย ดูเหมือนจะหนักข้างอยู่ที่เค้า เราออกน้อยกว่า แต่สำคัญกว่าซึ่งก็คือพนักงาน ไม่มีพนักงานมาสซาจก็จบกันงานนี้ และก็เราขอเลือกโปรดักส์สปาเอง เช่น ครีม ออยล์ อะไรพวกนี้"
ในที่สุดข้อเสนอก็ผ่าน ตอนนี้ทุกที่ที่เอ่ยมา...เสร็จโก๋เรียบร้อย ฮ่าๆๆ
แต่ถูกแม่แอพพลายให้เป็นงานเป็นการมากขึ้น ซึ่งประหยัดและมีประสิทธิภาพขึ้นมากๆ
ด้วยการไม่ใช้พนักประจำ แต่สอนคนในพื้นที่ให้มีอาชีพ เมื่อลูกค้าบุคกิ้งก็โทรตามได้ เพราะคนในพื้นที่อยู่ใกล้ แว๊นมาแปปเดียวก็ถึงก่อนเวลา ไม่มีปัญหา
ไม่ให้เงินเดือนประจำ แต่แบ่งรายได้กันไปตามจำนวนเคสที่ทำงาน เหมือนเค้าไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เป็นหุ้นส่วน เพียงแต่เป็นหุ้นส่วนที่ลงแรง...ไม่ใช่เงิน
และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถรีเควชพนักงานได้ พนักงานจะได้พัฒนาฝีมือตัวเอง...
และอะไรอีกมากมาย...
เรื่องนี้ที่เล่ามา ไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์กับคนอื่นตรงไหน
แต่อย่างน้อยเราก็ว่ามันสอดคล้องกับคำพูดที่ว่า
"อย่าคาดหวังความสำเร็จใหม่ๆจากพฤติกรรมแบบเดิมๆ"
ทุกวันนี้ เรานึกอยากขอบคุณคนที่เคยพูดให้เรารู้สึกแย่ เคยพูดกระทบ เคยพูดให้เราเจ็บใจ
เพราะทุกคน ทุกคำ มันทำให้เรากล้าเปลี่ยน!!ในทุกๆเรื่อง
และสิ่งที่ทำให้ภาคภูมิใจยิ่งกว่าก็คือ
"คนที่เคยคิดว่าเราไม่เอาไหน ก็คือคนๆเดียวกับที่บอกเราในตอนนี้ว่า คนอย่างเธอ...ต้องทำได้แน่ๆ"
ขอบคุณๆๆๆมากๆค่ะ
----------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณป่าป๊า แม่ น้าเล็ก พี่ฝน คุณฝน คุณปู โอลิเวอร์ เจเจ ลุงเงาะ(สำหรับหนังสือดีๆ) สเตฟานี
พี่มิ้นท์ ยาย(นายทุนหลัก) ตา พี่บอล น้องเนม น้องมายด์ เมเดย์ น้องมาร์ค ลุงหมอ ลุงอุดม ลุงจเร ป้าแตน
อุ๋ม เอ้ อ้อย โอ เมย์ อาจวบ อาเป้า พี่เบญ น้ามา เตี่ยอ้อย แม่อ้อย โบว์(หมี) พี่เอม พี่เกมส์ พี่เป็ด ปุ๋ม ทราย ยุ่ง
นุช แป้ง น้องหมิว ดุ๊กดิ๊ก ปุ๊กปิ๊ก และก็โบอิ้ง^_^
ที่เตือนใจให้เราคิดได้ว่ารอบๆตัวเต็มไปด้วยคนที่เราต้องตอบแทน...รู้สึกดีมากๆ
>>> ถ้าแพ้เราก็ต้องแพ้แบบสวยงาม แพ้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สู้กันมั๊ย ลองสักตั้ง แม้จะไม่แน่ใจว่า ต้องสู้เพื่อแพ้
edit @ 2 Jul 2009 11:45:17 by NICs Gallery